ความเชื่อผิดๆด้านวิทยาศาสตร์

ความเชื่อผิดๆเรื่องอวกาศ

ความเชื่อ (belief) และข้อเท็จจริง (fact) เกี่ยวกับอวกาศ มีบ่อยครั้งที่เข้าใจผิดกันไป เพราะความเชื่อที่ได้รับมาจากการดูภาพยนตร์บ้าง หรือฟังต่อๆกันมาบ้าง นานเข้าก็เลยหลงนึกว่าเป็นเรื่องจริง
ผู้คนโดยมากเชื่อว่า ถ้าเผื่อจู่ๆมนุษย์หลุดผลัวะออกไปในอวกาศ ร่างกายจะแตกโพละเป็นชิ้นๆ เพราะอวกาศว่างเปล่า (สุญญากาศ) สามัญสำนึกเลยบอกว่า หากร่างกายหลุดเข้าไปในอวกาศ (หรือสุญญากาศ) เลือดสดๆจะต้องเดือดปุดๆเมื่อมีเนื้อหนังขวางกั้น แรงดันภายในร่างกายจึงไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหม้อน้ำเดือดที่ฝาปิด จวบจนแรงดันสูงแตะจุดหนึ่ง เนื้อหนังก็ปริ ร่างกายแตกโพละ อีหรอบเดียวกับลูกโป่งระเบิด ซึ่งความเชื่อนี้ไม่ตรงความจริง

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ร่างกายมนุษย์ไม่เปราะบางอย่างที่เราๆท่านๆชอบคิด มันเหนียวหนึบไม่แตกเผละเป็นชิ้นๆง่ายดายนัก และเลือดก็ไม่เดือดปุดๆอย่างง่ายดายอีกเหมือนกัน เห็นได้จาก เวลาไต่เขาสูงลิบลิ่ว ร่างกายยังไม่ระเบิดเละเทะเป็นสังขยา หลายคนยังเชื่ออีกว่า ถ้าร่างกายไม่ระเบิด ร่างกายก็อาจแข็งโป๊กทันควัน เพราะอุณหภูมิในเวิ้งอวกาศติดลบหวิดๆ 200 กว่าองศาเซลเซียส ซึ่งผิดถนัดที่ถูก แม้นอุณหภูมิเย็นเยียบก็จริงอยู่ แต่ระบบร่างกายจะปกป้องความร้อนในร่างกายไม่ให้หายวับไปทั้งหมดฉับพลัน เพียงแต่จะสูญเสียความร้อนทีละนิด

คำถามคือ แล้วอะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่จะทำให้สิ้นชีพในพริบตา

แผนผังแถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย


คำตอบคือ ข้อแรก ระบบหายใจ ลมหายใจที่ค้างเติ่งในปอดสามารถทำปอดทรุดได้ คือปอดแลกเปลี่ยนก๊าซไม่ได้ ข้อสอง เมื่อปอดแลก เปลี่ยนก๊าซไม่ได้ สมองจึงขาดออกซิเจน ภายในไม่ถึงหนึ่งนาทีหลังลอยเคว้งในอวกาศ คุณๆจะหน้ามืดสิ้นสติ และข้อสุดท้าย บรรดารังสีในห้วงอวกาศจะแผดเผาผิวหนังจนเกรียม ซึ่งทุกประการที่ว่ามานี้ป้องกันได้ด้วยชุดอวกาศหนาเตอะที่บุฉนวนกั้นรังสี และมีฉนวนเก็บความร้อนไว้ในร่างกาย
เป็นอันสรุป ความเชื่อผิดๆที่ว่า ทันทีที่ลอยเคว้งในอวกาศ ร่างกายจะปะทุแตกเป็นชิ้นๆ หรือแข็งเป็นน้ำแข็ง ล้วนผิดทั้งเพ ที่ถูกต้องคือคุณๆจะหมดสติทันควัน และเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที
และความเชื่อเรื่องอวกาศเป็นสุญญากาศก็ผิดอีก เพราะอวกาศไม่ว่างเปล่าอย่างแท้จริง หรือไม่ใช่สุญญากาศสมบูรณ์ แต่เต็มไปด้วยพลาสม่า (Plasma)
พลาสม่าเป็นอีกสถานะหนึ่งของสสาร ไม่ใช่ของแข็ง ไม่ใช่ก๊าซไม่ใช่ของเหลว พลาสม่าเป็นอิออน (มีประจุไฟฟ้า) จะเรียกว่า สถานะที่สี่ก็คงไม่ผิด มองเผินๆพลาสม่านั้นเหมือนก๊าซ เพราะฟุ้งอยู่ภายในภาชนะที่บรรจุได้

การขับยานฝ่ากลุ่มดาวเคราะห์น้อยมักพบในภาพยนตร์และเกม


แต่ที่ไม่ใช่ก๊าซเพราะมีรูปร่างได้ถ้าอยู่ภายใต้อิทธิพลสนามแม่เหล็ก ด้วยเหตุนี้ เราจัดพลาสม่าเป็นสถานะพิเศษ หรือสถานะที่สี่ของสสาร คำถามคือ พลาสม่าอยู่ที่ไหน
นี่สิน่าคิด 99% ของจักรวาลประกอบด้วยพลาสม่า หมายความว่า พลาสม่าฟุ้งอยู่ในเวิ้งอวกาศ อวกาศจึงไม่ใช่สุญญากาศแท้ แต่เรามองไม่เห็นพลาสม่าที่มีอยู่อย่างเบาบางในอวกาศเองต่างหากเล่า
สำหรับบนโลกพบพลาสม่าน้อยเต็มทน อาจตรวจพบพลาสม่าได้จากบริเวณที่ร้อนจี๋ หรือมีสนามแม่เหล็ก เช่น เปลวเทียน, หลอดไฟฟ้า
อีกตัวอย่างหนึ่งที่หลายคนถูกทำให้เชื่อผิดๆไม่รู้เนื้อรู้ตัว “เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากนอกโลก”
ที่เชื่อกันมาอย่างง่ายๆเช่นนี้ เพราะมีอยู่เหตุผลเดียว นั่นคือเราๆท่านๆได้ยินถ้อยคำนี้ตั้งแต่วัยเตาะแตะ แล้วเลยเคยชิน บวกกับความใหญ่โตโอฬารของกำแพงเมืองจีนทำให้น่าเชื่อเช่นนั้น

ชุดอวกาศ

ข้อเท็จจริง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายข้อ ไล่มาตั้งแต่เราอยู่ในวงโคจรสูงจากพื้นโลกกี่มากน้อย สภาพท้องฟ้าเปิดโล่งหรือปิดทึบ กรณีโคจรไม่สูงและท้องฟ้าโปร่ง ก็สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้สบายๆ

“สูงจากพื้นแค่ไหนที่ตาเปล่าชักจะมองไม่เห็น” หลายคนสงสัย

กรณีท้องฟ้าไร้เมฆปิดบัง แล้วมองจากยานอวกาศที่ลอยสูงจากพื้น 2 พันกิโลเมตรก็พอแลเห็นได้ สูงกว่านั้นก็ไม่เห็นแล้ว ส่วนความเชื่อที่ว่า “มนุษย์สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนด้วยตาเปล่า แม้ว่าจะอยู่ไกลถึงบนดวงจันทร์”

อันนี้ เห็นจะไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่า “นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong)” นักบินอวกาศอเมริกัน ผู้ซึ่งได้เหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นคนแรกของโลก ดังนั้น ฟังคำตอบจากปากของเขาดีที่สุด

“ไม่เห็น” เขายืนกราน

อีกด้านของดวงจันทร์ที่มองไม่เห็นจากบนโลก

ทีนี้ มาดูกันอีกสักตัวอย่างหนึ่ง คือ ผู้คนจำนวนมากถึงมากที่สุดเชื่อว่า ดวงอาทิตย์เป็นสีเหลือง คำถาม “เนื้อแท้ของดวงอาทิตย์สีเหลืองจริงๆหรือ”
ที่เชื่อกันว่าดวงอาทิตย์เป็นสีเหลือง เพราะเมื่อเบิ่งตามอง เราเห็นดวงอาทิตย์สีเหลืองอร่าม มิหนำซ้ำในทางวิชาการดวงอาทิตย์เองยังถูกจัดหมวดหมู่ให้เป็นดาวแคระเหลือง (yellow dwarf)
ถ้าเผื่อเนื้อแท้ดวงอาทิตย์เป็นสีเหลือง เวิ้งอวกาศก็ควรเป็นสีฟ้าเวลากลางวัน และเป็นสีแดงเวลาตกเย็น และก็สีดำยามค่ำ อีหรอบเดียวกับท้องฟ้าบนโลก
ต้องขออธิบายว่า ตามนุษย์เห็นดวงอาทิตย์สีเหลืองราวกับลูกนิมิต แล้วจะแปลง่ายๆว่าเนื้อแท้ดวงอาทิตย์จะต้องสีเหลืองตามไปด้วยนั้น ผิด (ตามเคย) เพราะสีเหลืองเป็นรังสีของดวงอาทิตย์ที่เหลือหลังจากส่องผ่านบรรยากาศโลกแล้วอย่าลืม, บรรยากาศโลกเป็นประหนึ่งตะแกรงร่อนรังสี ด้วยเหตุนี้ อยากรู้สีแท้จริงต้องตัดบรรยากาศโลกออกทิ้งเสียก่อน

ในอวกาศอันกว้างใหญ่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่รู้
แล้วจะทราบสีสันแท้จริงดวงอาทิตย์ได้ยังไง?

เราทราบดีว่า อุณหภูมิพื้นผิวดวงอาทิตย์นั้นสูงราว 6 พันองศาเซลเซียส ดังนั้น อะไรบนโลกที่ร้อนถึง 6 พันองศาเซลเซียสมีสีสันยังไง ดวงอาทิตย์ก็ต้องมีสีอย่างนั้น

ซึ่งคำตอบคือ สีขาว

สรุป ความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์สีเหลืองอ๋อยจึงผิด ที่ถูกต้องคือ สีขาว

ความเชื่อเรื่องดวงจันทร์ก็มีนะ อย่างเช่น “ด้านมืดดวงจันทร์ดำสนิทตลอดกาล” นี่ก็เชื่อกันผิดๆตามๆกันมาเนิ่นนานแล้ว

เหตุเชื่อผิดๆไม่ใช่จะไร้สาระเสียทีเดียว เพราะดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองกับโคจรรอบโลกเท่ากันเป๊ะ ดวงจันทร์จึงหันเพียงด้านเดียวเข้าหาโลก เห็นได้จาก เวลาแหงนคอตั้งบ่ามองดวงจันทร์ เราเห็นแต่ด้านเดิมของดวงจันทร์ ไม่เคยเห็นโฉมหน้าอีกด้าน จึงเรียกว่า “ด้านมืด” ทั้งที่จริงแล้วควรเรียกว่า ด้านที่ไกลโลกมากกว่าของดวงจันทร์ หรืออีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

อย่างไรๆการหันด้านเดียวใส่โลกชั่วนาตาปี เราจะด่วนทึกทักว่าด้านมืดของดวงจันทร์ไม่เคยต้องแสงสว่างดวงอาทิตย์เลยนั้น คงต้องคิดใหม่
ข้อเท็จจริงคือ ด้านมืดของดวงจันทร์ไม่ได้มืดมิดชั่วนิรันดร ยกตัวอย่าง เวลาเกิดสุริยุปราคา (ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์) ด้านมืดดวงจันทร์จะได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
สรุป ด้านมืดดวงจันทร์ก็ยังมีเวลาสว่างอย่างที่เกริ่นไว้ ความเชื่อเกี่ยวกับอวกาศโดยมากที่สุดจะเชื่อกันเพราะได้ยินได้ฟังตามกันมา หรือเห็นจากหนังจอยักษ์ฮอลลีวูด บ่อยเข้าก็นึกว่าจริงซะงั้น เช่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชอบวางโครงเรื่องให้แถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belts) คือแดนมฤตยู ขืนยานอวกาศบินฝ่าเข้าไปดุ่ยๆมีสิทธิโดนฝูงดาวเคราะห์ชนเปรี้ยงเข้าให้
โครงเรื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า แถบเข็มขัดดาวเคราะห์น้อยคือ บริเวณรอบดวงอาทิตย์ระหว่างดาวอังคาร (ดาวเคราะห์ลำดับที่สี่) กับดาวพฤหัส (ลำดับที่ห้า) ส่วนโลกของเราเป็นลำดับที่สาม บริเวณพื้นที่วงกลมนี้ มีดาวเคราะห์น้อยอยู่มากมายนับล้านๆ
วงการฮอลลีวูดเลยปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้ดูโลดโผนโจนทะยาน ประมาณว่าถ้ายานอวกาศแล่นผ่านดาวอังคารหรือพฤหัส จักต้องผจญฝูงดาวเคราะห์น้อยที่เยอะยุ่บยั่บจนชนป้าบเข้าให้แล้วความจริงเป็นเช่นไร

พลาสม่าในหลอดไฟพลาสม่า

แท้จริงดวงอาทิตย์สีขาว
จริงอยู่, มีกลุ่มดาวเคราะห์น้อยอยู่นับล้านๆ แต่ถ้าคำนวณเทียบพื้นที่วงกลมขนาดมโหฬารรอบดวงอาทิตย์ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส ฝูงดาวเคราะห์น้อยก็ถือว่าขี้ปะติ๋ว
คิดถัวเฉลี่ยระยะห่างดาวเคราะห์น้อยแต่ละดวง ตัวเลขอยู่ที่ 1-3 ล้านกิโลเมตรโน่น โอกาสที่ยานอวกาศจะแจ็กพอตชนดาวเคราะห์น้อยมีแค่ 1 ในพันล้านเท่านั้นเอง