ความเชื่อผิดๆของคนไทย

ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ

ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ

ความเชื่อผิดๆ
     ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิด (Misconcept) หมายถึง ความเชื่อและความเข้าใจ ที่เกิดจากแนวความคิด (Concept) ซึ่งได้มาจากประสบการณ์หรือความรู้ในข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีเหตุผลเพียงพอและปราศจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิด จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของวิชาหรือความรู้ กล่าวคือ คนที่มีความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดอาจจะมิใช่พวกอวิชชา หรือไม่มีความรู้เสมอไป อาจเป็นพวกมีวิชาความรู้ในเรื่องนั้นๆ ก็ได้ แต่ว่ารู้มาผิดหรือผิดบ้างถูกบ้าง คลุมเครือไม่แน่ชัดลงไป นอกจากนี้ วิชาความรู้นั้นมักไม่ชอบด้วยเหตุผล และขาดหลักการทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ผู้รู้ประเภทนี้มีแนวความคิดซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อถืออย่างงมงาย หรือเกิดความเข้าใจผิดอย่างผิดพลาดขึ้น

     ความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดอาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบด้วยกัน แบบหนึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด และอีกแบบหนึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ส่วนต้นเหตุหรือที่มาของความเชื่อที่ผิด และความเข้าใจที่ผิด ดังกล่าวก็อาจเกิดได้แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ความเชื่อและความเข้าใจผิดที่ยังมีอยู่ในเกือบทุกๆ ด้าน หรือทุกๆ สาขาของวิชาความรู้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สำหรับตัวอย่างของความเชื่อและความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ มีดังนี้

1. วัณโรคและโรคเรื้อนอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น บิดามารดาเป็นวัณโรค บุตรที่เกิดมามักจะเป็นโรคนี้ด้วย
วัณโรคและโรคเรื้อน เป็นโรคติดต่อที่ติดต่อทางพันธุกรรมไม่ได้ เพราะเชื้อวัณโรค และเชื้อโรคเรื้อนไม่สามารถผ่านรกเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ดังนั้น การที่บิดามารดาเป็นวัณโรค หรือโรคเรื้อน บุตรที่เกิดมาจึงไม่มีโอกาสได้รับเชื้อโรคนี้ นอกเสียจากมาติดโรคเอาเมื่อคลอดออกมาแล้ว โดยการสัมผัสหรือคลุกคลีกับมารดาหรือบิดาที่เป็นโรคเท่านั้น ถ้าหากแยกทารกออกไปทันทีหลังคลอด เด็กจะไม่มีโอกาสเป็นโรคได้เลย

2. โดยทั่วไปผู้ชายมีความฉลาดกว่าผู้หญิง
เพศมนุษย์ไม่มีอิทธิพลเหนือปัญญา ผู้หญิงก็สามารถเรียนได้ดีเท่ากับผู้ชาย ถ้าหากผู้หญิงได้มีโอกาสเรียนได้เท่าเทียมกับผู้ชายเช่นในปัจจุบัน ยิ่งกว่านั้นยังเคยปรากฏว่า ผู้หญิงเรียนบางวิชาได้ดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ผู้หญิงก็สามารถทำงานในหน้าที่สำคัญๆ ได้ดีเท่าๆ กับผู้ชาย สิ่งที่ผู้หญิงอาจเป็นรองผู้ชายอยู่บ้างก็เห็นจะได้แก่กำลังกาย และความรู้รอบตัว เป็นต้น

3. ชายหนุ่มที่ไม่ใคร่มีหนวดเคราขึ้น แสดงว่ามีความรู้สึกทางเพศหรือกามารมณ์น้อย
หนวดเครามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ สำหรับความรู้สึกทางเพศ มักจะขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกหลายอย่าง หนวดเคราเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับจิตใจ หนวดเคราจึงไม่เป็นสาเหตุที่จะทำให้ความรู้สึกทางเพศหรือกามารมณ์เปลี่ยนแปลงได้

4. หญิงสาวที่มีหน้าอกหรือทรวงอกใหญ่ แสดงว่ามีความรู้สึกทางเพศหรือกามารมณ์สูงมาก
หน้าอกของผู้หญิงอาจจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ พันธุกรรมมีส่วนอยู่บ้างเหมือนกัน นอกจากนี้ การบริหารและการบำรุงสุขภาพของร่างกายก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้ร่างกายส่วนนี้เจริญเติบโตขึ้นได้ สำหรับความรู้สึกเพศนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ส่วนต่างๆ ของร่างกายจึงไม่เป็นสาเหตุที่จะทำให้ความรู้สึกทางเพศ หรือกามารมณ์เปลี่ยนแปลงได้

5. คนที่เป็นกะเทยหรือผู้ชายที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง เมื่อแต่งงานกับผู้หญิงแล้วไม่สามารถจะมีบุตรได้
คนที่เป็นกะเทยหรือผู้ชายที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิงที่เรียกกันว่า “ลักเพศ” นั้น เป็นพวกที่มีจิตใจหรือความรู้สึกทางเพศปกติ ชอบประกอบกามกิจกับเพศชายด้วยกัน แต่เนื่องจากบุคคลพวกนี้มีอวัยวะเพศเหมือนผู้ชายทั่วไป ดังนั้น เมื่อร่วมประเวณีกับผู้หญิง จึงสามารถทำให้ผู้หญิงนั้นตั้งครรภ์หรือมีบุตรได้

6. คนที่ทำหมันแล้วมักจะเป็นคนที่ไม่ใคร่มีแรง และมีความรู้สึกทางเพศหรือกามารมณ์น้อยลง
การทำหมันเป็นเพียงการผูกหรือตัดท่อทางเดินของเซลล์เพศ เพื่อมิให้เซลล์เพศ ออกมาผสมกับเซลล์เพศของเพศตรงข้ามได้เท่านั้น ไม่ได้ทำให้มีการเปลี่ยนแลงส่วนอื่นๆ โดยทั่วไปคนที่ทำหมันแล้วควรจะปกติทุกอย่าง นอกจากบางคนซึ่งมีความเชื่อหรือความเข้าใจที่ผิด โดยได้รับคำบอกเล่าที่ผิดดังว่านี้มาก็เลยทำให้เกิดความหวาดกลัวหรือความกังวลใจ อาจจะเป็นผลทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปได้บ้างในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย (Psychosomatic reaction)

7. เรื่องอวัยวะเพศและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายไม่ควรจะนำไปปรึกษากับผู้ใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอายและไม่สุภาพ
อวัยวะเพศก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตา หู แขน และขา เมื่อมีอะไรผิดปกติจึงควรรีบปรึกษาผู้ใหญ่ เพื่อว่าจะได้จัดการแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ และมักจะทำได้ง่าย ไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายและไม่สุภาพ นอกจากนี้ การที่เห็นอวัยวะเพศเป็นสิ่งซึ่งผิดแปลก กว่าอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายนั้น ก็เป็นข้อบกพร่องอย่างสำคัญยิ่งในเรื่องสุขวิทยาโดยทั่วไป

8. การมีประจำเดือนเป็นอาการผิดปกติหรือเป็นโรคอย่างหนึ่งของผู้หญิง
การมีประจำเดือนเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของผู้หญิง เริ่มตั้งแต่เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งแสดงว่าผู้หญิงนั้นมีร่างกายพร้อมที่จะให้กำเนิดทารกได้ ประจำเดือนหรือระดู คือ เยื่อบุมดลูกที่สลายตัวปนกับโลหิตออกมา เมื่อไม่มีการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในเดือนนั้น ประจำเดือนมีจะมีอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 45-50 ปีก็จะหมดไป (Menopause) ดังนั้น สำหรับคนที่มีสุขภาพดีโดยทั่วไปแล้ว ขณะมีประจำเดือนจะไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น นอกจากคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรง สุขภาพไม่ใคร่ดีและไม่รู้จักการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ก็มักจะทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง อาเจียน มีอารมณ์หงุดหงิดและบางทีก็ถึงกับมีอาการเป็นไข้ จึงทำให้บางคนเชื่อและเข้าใจว่า การมีประจำเดือนเป็นอาการผิดปกติหรือเป็นโรคอย่างหนึ่งของผู้หญิง

9. ถ้าบิดาเป็นคนเจ้าชู้ ลูกชายมักเป็นคนเจ้าชู้เหมือนบิดา
การเป็นคนเจ้าชู้เกิดจากจิตใจ อารมณ์ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น อิทธิพลของเงิน อำนาจ และโอกาสสำหรับเรื่องจิตใจและอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความเจ้าชู้ ลูกชายอาจจะไม่เจ้าชู้เหมือนบิดาก็ได้ และลูกชายที่เจ้าชู้ บิดาอาจจะไม่เจ้าชู้ก็มี

10. สาวแก่หรือผู้หญิงอายุมากที่ไม่ได้แต่งงานมักจะเป็นคนมีอารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย
อารมณ์หงุดหงิด (Moodiness) อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความผิดหวัง ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความตึงเครียดทางอารมณ์ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งความตึงเครียดทางด้านกามารมณ์ (Sexual tension) ด้วยสาเหตุต่างๆ เหล่านี้คนเราสามารถควบคุมได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะความตึงเครียด ทางด้านกามารมณ์นั้น สำหรับผู้หญิงอายุมากหรือสาวแก่ที่ยังไม่ได้แต่งงาน (Old maid) ก็อาจจะควบคุมได้เช่นเดียวกัน เพราะอารมณ์ของคนเราไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของการสมรส หรือการแต่งงานแต่เพียงอย่างเดียว